เกือบได้เฮแล้ว! “โซลชา” สุดผิดหวังแมนยูโดนเจ๊าทดเจ็บ

 

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดผิดหวังที่ทีมโดน เซาธ์แฮมป์ตัน ตีเจ๊า 2-2 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ชี้เกมนี้ "ปีศาจแดง" เล่นไม่ดีพอด้วย
     โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอมรับว่า ตนรู้สึกผิดหวังไม่น้อยที่ทีมทำสองคะแนนหลุดมือช่วงทดเวลาบาดเจ็บ หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" ทำได้แค่เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

     เซาธ์แฮมป์ตัน สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการได้ประตูขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 12 จากการยิงของ สจ๊วร์ต อาร์มสตรอง ทว่านาทีที่ 20 แมนฯ ยูไนเต็ด ตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้จากการยิงของ มาร์คัส แรชฟอร์ด และหลังจากนั้นแค่ 3 นาที เจ้าถิ่นพลิกเป็นฝ่ายขึ้นนำ 2-1 จากการยิงสุดคมของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งสามแต้มกำลังจะตกเป็นของ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่แล้ว แต่นาทีที่ 90+5 "นักบุญ" มาได้ประตูตีเจ๊า 2-2 จากการยิงระยะเผาขนของ ไมเคิ่ล โอบาเฟมี่

     ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้ "ปีศาจแดง" พลาดขึ้นอันดับสามอย่างน่าเสียดาย โดยยังคงรั้งอันดับห้าเหมือนเดิม โดยมี 59 แต้ม จากการลงแข่ง 35 นัด ซึ่งเท่ากับ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับสี่ แต่ "จิ้งจอกสยาม" มีผลต่างประตูได้-เสียดีกว่า

     "เรามาเสียประตูในช่วงเวลาแบบนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก แต่ฟุตบอลมันสามารถเกิดอะไรแบบนี้ได้อยู่แล้ว คุณก็แค่พยายามกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง และยอมรับมันให้ได้ เพราะที่ผ่านมาเราก็คว้าชัยชนะได้หลายเกม แน่นอน มันน่าผิดหวัง เพราะเรามีสามคะแนนเก็บอยู่ในกระเป๋าอยู่แล้ว แต่บางทีวันนี้เราอาจไม่ดีพอที่จะเป็นผู้ชนะก็ได้" โซลชา กล่าวหลังเกม

ทัวร์ลงแน่! เฮียมูเชื่อแมนยูมีโชคคั่วท็อปโฟร์

โชเซ่ มูรินโญ่  กุนซือ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เชื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีโชคพอสมควรในการลุ้นทำอันดับติดท็อปโฟร์ ในขณะที่ "ไก่เดือยทอง" ไม่ค่อยมีโชคซักเท่าไหร่

    โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมจอมแท็คติก "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เปิดใจ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโชคมากกว่าทีมอื่นๆ ในการลุ้นทำอันดับติดท็อปโฟร์ เพื่อคว้าโควตาไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

     เกมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับระบบวีเออาร์อย่างมาก จากจังหวะที่ วิลฟรีด ซาฮา โดน วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ เตะเข้าที่เท้าในกรอบเขตโทษ แต่กรรมการ เกรแฮม สกอตต์ ไม่เป่าว่าเป็นการทำฟาวล์ ขณะที่ทีมงาน วีเออาร์ มองเห็นจังหวะนี้ แต่ตัดสินใจว่ามันไม่ใช่จังหวะที่ชัดเจนมากพอจะเป็นการฟาวล์ได้เช่นกัน   

    นอกจากนี้ยังมีการเปิดสถิติที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "ปีศาจแดง" ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการกลับคำตัดสินของ วีเออาร์ ในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ที่สำคัญ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ยังเป็นทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดด้วย

    มูรินโญ่ ที่เตรียมนำลูกทีมปะทะกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมนัดรองสุดท้าย แสดงความเห็นเกี่ยวกับสโมสรเก่าที่กำลังมีลุ้นติดท็อปโฟร์ว่า "สิ่งแรกผมไม่ได้มองไปที่เรื่องการต่อสู้ (แย่งอันดับท็อปโฟร์) ผมไม่รู้ว่าในทางคณิตศาสตร์มันเป็นไปได้ไหมสำหรับพวกเขา ผมคิดแค่ว่าพวกเขาต้องลงเล่นเกมสุดท้ายโดยต้องเจอกันเอง (เลสเตอร์ กับ ยูไนเต็ด" และผมไม่รู้ว่าหลายๆ สิ่งจะตัดสินที่เกมนั้นหรือเปล่า"

        "ผมไม่รู้ว่า เชลเซี อยู่ในอันดับที่ปลอดภัยไหม ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์นั้นหรอก ผมคิดว่าพวกเขายังคงต้องสู้เพื่อสิ่งนี้ (ท็อปโฟร์) ถ้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้ นั่นเป็นเพราะพวกเขาทำผลงานได้ดีในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล และเมื่อคุณเล่นดีคุณก็สมควรได้สิ่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นทุกๆ คนรู้ว่าพวกเขามีโชคพอสมควร ส่วนเราไม่ค่อยมีโชคเท่าไหร่" มูรินโญ่ กล่าว

อีกนิด! “มาติช” แนะเคล็ดลับนำแมนยูสู้ลิเวอร์พูลลุ้นแชมป์

เนมานย่า มาติช มิดฟิลด์จอมเก๋า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อในเวลานี้ทีมของตนยังจำเป็นต้องพัฒนาเรื่องฟอร์มการเล่นต่อไป และหากทำได้โอกาสที่จะเบียดสู้กับ ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมทั้งทีมอื่นๆ ในการลุ้นแชมป์ลีกซีซั่นหน้า
    เนมานย่า มาติช กองกลางฟอร์มแรง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กระตุ้นเพื่อนร่วมสังกัด "ปีศาจแดง" ต้องพัฒนาฟอร์มการเล่นให้มากยิ่งขึ้นกว่านี้ หากพวกเขาต้องการที่จะก้าวขึ้นมาท้าทาย ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/2021

    ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังทำผลงานได้อย่างสุดยอด ด้วยการสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นมานานถึง 17 แมตช์ติดต่อกัน จากากรเล่นทุกรายการ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ที่เกมลีกรีสตาร์ท พวกเขาระเบิดฟอร์มไล่ถลุงคู่แข่งเป็นว่าเล่นพร้อมกับการโชว์ฟอร์มที่สุดโหดของ เมสัน กรีนวู้ด กับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ ปอล ป็อกบา

    มาติช ซึ่งตอนนี้ยึดตำแหน่งตัวจริงในแผงกองกลาง เผยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องพัฒนาฟอร์มการเล่นในมากยิ่งขึ้นถ้าหากพวกเขาอยากยึดอำนาจในลีกมาจาก "หงส์แดง" กับ แมนฯ ซิตี้ "ผมบอกตามตรง มันยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทีมของเรา เพราะเรามีนักเตะดาวรุ่งหลายคน และยังขาดประสบการณ์ในเกมระดับสูง"

    "แต่นี่อยู่ในช่วงระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของทีมเรา และผมคิดว่าในช่วง 2-3 ปีคงมีนักเตะอีกหลายคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น อย่างในกรณีของ มาร์คัส (แรชฟอร์ด), (อองโตนี่ย์) มาร์กซิยาล, กรีนวู้ด รวมทั้งนักเตะอีกหลายคนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจะได้ลงเล่นทุกเกม"

    "ผมมีความสุขที่ได้เห็นพวกเขาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะแบกความรักผิดชอบ และผมมั่นใจว่าทีมชุดนี้สามารถพัฒนาได้อีก มันเป็นเรื่องยากสำหรับเราในช่วงที่ผ่านมาเพราะเราขาดความแน่นอน แต่ผมคิดว่าทีมพร้อมมากขึ้น จากการมีประสบการณ์มากขึ้น ถ้าเราสามารถพัฒนาอีก 10 หรือ 20 เปอร์เซนต์ แน่นอนว่าเรามีโอกาสที่จะลุ้นแชมป์ในฤดูกาลหน้า" มาติช ระบุ

มาร์กซิยาลเจ๋ง,กรีนวู้ดหาย(เงียบ)!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมเจ๊าเซาแฮมป์ตัน

 "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดขึ้นที่ 3 แบบน่าเจ็บใจ หลังทำได้แค่เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา แถมเป็นการเสียประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เกมที่ดีสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะเกมรุกไม่ดุดันเหมือนหลายเกมที่ผ่านมา แถมเกมรับก็มาพลาดในช่วงเวลาที่สำคัญ และนี่คือผลสอบของลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แต่ละคนที่้ลงเล่นในแมตช์นี้
11 ผู้เล่นตัวจริง
 
  – ดาบิด เด เคอา : 6
  โชว์ซูเปอร์เซฟลูกยิงของ นาธาน เร้ดมอนด์ ช่วงท้ายเกมได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายทีมก็โดนส่องประตูตีเสมอช่วงทดเจ็บ

 – อารอน วาน-บิสซาก้า : 6
  ไม่ใช่เกมที่ดีนักสำหรับเจ้าตัว ดูล้าๆ และมีปัญหาในการรับมือกับ นาธาน เร้ดมอนด์ อย่างชัดเจน

 – วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ : 6.5
  จริงๆ แล้วเกือบมีเกมที่ดี มีจังหวะสกัดสวยๆ หลายครั้งทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลัง ทว่าสุดท้ายก็มาเสียท่า เพราะจัดการกับ ไมเคิ่ล โอบาเฟมี่ ไม่ดีในจังหวะเสียประตูตีเสมอ 2-2  
 

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (กัปตันทีม) : 6
  จังหวะเสียประตูแรกถือว่าปิด สจ๊วร์ต อาร์มสตรอง ไม่ดี และโดยรวมถือว่าเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ถึงแม้ไม่มีชอตผิดพลาดแบบชัดเจนก็ตาม

 – ลุค ชอว์ : 7
  เป็นเกมที่น่าประทับใจทีเดียว ช่วยเติมเกมรุกได้ดี เกมรับก็โอเค แต่โชคร้ายมีปัญหาบาดเจ็บ จนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงครึ่งหลัง
 

 – ปอล ป็อกบา : 6.5
  พลาดเองเต็มๆ กับจังหวะเสียบอลแดนตัวเอง จนนำไปสู่การเสียประตู จากนั้นก็มีชอตเสียบอลง่ายๆ อีกหนึ่งดอก ทว่าหลังจากนั้นกลับมีส่วนร่วมกับทั้งสองประตูที่ทีมได้ ถือเป็นการแก้ตัวที่ดี แต่รวมๆ แล้วไม่ใช่เกมที่น่าพอใจมาก ก่อนถูกถอดออกช่วงครึ่งหลัง

 – เนมานย่า มาติช : 7
  อาจดูไม่โดดเด่น แต่ช่วยแดนกลางได้เยอะทีเดียว เพราะชนะในการแท็กเกิ้ลถึง 5 หน  
 

 – เมสัน กรีนวู้ด : 6
  เป็นเกมที่เงียบมากสำหรับเจ้าหนูวัย 18 ปี มีส่วนร่วมกับเกมน้อย และไม่มีโอกาสยิงแม้แต่ครั้งเดียว  

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 6.5
  แม้เป็นคนแอสซิสต์ให้ มาร์กซิยาล ยิงประตูพลิกนำ 2-1 แต่โดยรวมไม่ใช่เกมที่ดีของ บรูโน่ สักเท่าไร

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด : 7
   จบสกอร์ประตูตีเสมอ 1-1 ได้เฉียบขาด พาบอลเล่นงานแนวรับทีมเยือนได้บ่อยๆ ในช่วงครึ่งแรก ทว่าช่วงครึ่งหลังกลับมีจังหวะยิงออกจ่อๆ อย่างน่าเสียดาย
 
 – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล : 8
  ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงตั้งแต่ต้นเกม แต่ไม่สามารถส่งบอลผ่านมือนายประตูทีมเยือนได้ ก่อนที่จะแก้ตัวด้วยการแอสซิสต์ให้ แรชฟอร์ด ยิงตีเสมอ 1-1 และหลังจากนั้นก็ยิงเองอย่างสุดสวยเป็นประตูพลิกนำ 2-1 แถมมีจังหวะสร้างโอกาสสวยๆ ให้ แรชฟอร์ด ลุ้นจบสกอร์ช่วงครึ่งหลัง ถือเป็นเกมที่น่าประทับใจสำหรับเจ้าตัว แม้ช่วงท้ายเกมมีจังหวะยิงหลุดกรอบแบบน่าผิดหวังก็ตาม
 

สำรองที่ได้ลงเล่น
 

 – เฟร็ด (แทน ป็อกบา น. 63) : 6
  ไม่ได้ช่วยสร้างความแตกต่างอะไรมาก

 – เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ (แทน ชอว์ น. 75) : 6
  ช่วยเกมรับได้แข็งแกร่ง แต่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก

 – แดเนี่ยล เจมส์ (แทน กรีนวู้ด น. 85) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้
 
 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ (แทน แฟร์นันด์ส น. 85) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้

พ่อเบ็คส์แม่วิคปลื้ม-บรู๊คลินหมั้นดาราสาวทรานฟอร์เมอร์ส

บรู๊คลิน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของสองคู่รักบันลือโลก เบ็คส์-พอช เตรียมเข้าพิธีวิวาห์กับ นิโคล่า เพลท์ซ ดาราสาวสุดฮอตจากหนังดัง ทรานสฟอร์เมอร์ส 4 หลังเผยผ่านโซเชี่ยลได้หมั้นหมายกันเรียบร้อย ท่ามกลางความยินดีของคนรอบข้าง และครอบครัว

     บรู๊คลิน วัย 21 ได้ประกาศข่าวดีว่า ตนเองได้ขอ "คู่ชีวิต" อย่าง นิโคล่า วัย 25 แต่งงานผ่านทางโลกโซเชี่ยล พร้อมภาพสุดหวาน โดยระบุว่า "สองสัปดาห์ก่อน ผมขอคู่ชีวิตของผมแต่งงาน และเธอตอบตกลง ผมคือผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลก และผมขอสัญญาว่า จะเป็นสามีที่ดี และคุณพ่อที่ดีในอนาคต ผมรักคุณนะที่รัก"

 

        ด้านฝ่ายหญิง ก็โพสต์ภาพคู่พร้อมแหวนแทนใจ ซึ่งคนถ่ายภาพนี้คือ ฮาร์เปอร์ เซเว่น น้องสาวของฝ่ายชาย พร้อมให้แคปชั่นว่า "คุณทำให้ฉันเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก ฉันแทบรอไม่ไหวที่จะใช้ชีวิตที่เหลือเคียงข้างคุณ รักที่คุณให้มาคือสิ่งล้ำค่า ฉันรักคุณมากนะที่รัก และขอบคุณ ฮาร์เปอร์ ที่ถ่ายภาพนี้ให้เรา"
      
       สำหรับความรักครั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะคุณแม่ฝ่ายชายอย่าง วิคตอเรีย เบ็คแฮม ที่มีข่าวว่าปลื้มว่าที่ลูกสะใภ้รายนี้มาก โดยล่าสุด คุณแม่พอช ได้แสดงความยินดีกับลูกชายคนโตผ่านโลกโซเชี่ยลเช่นกัน พร้อมกับแท็กคนในครอบครัวทั้ง เดวิด เบ็คแฮม, โรมิโอ ลูกชายคนที่สอง, ครูซ ลูกชายคนที่สาม และน้องนุชอย่าง ฮาร์เปอร์

เผยทีมไหนในพรีเมียร์ได้ประโยชน์จากวีเออาร์มากสุด

อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชื่อก้องรวบรวมสถิติการกลับคำตัดสินจาก วีเออาร์ ที่เป็นทั้งผลดีและผลเสียของทีมต่างๆ ใน พรีเมียร์ลีก ประจำซีซั่นนี้ ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ตามมาด้วย ไบรท์ตันฯ

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่ได้ประโยชน์จาก วีเออาร์ มากที่สุดในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 ด้วยจำนวน +8 หากหักลบระหว่างการที่ วีเออาร์ เปลี่ยนคำตัดสินจนเป็นผลดีพวกเขา และชอตที่ วีเออาร์ เปลี่ยนคำตัดสินจนเป็นผลเสียกับพวกเขา ตามการรวบรวมสถิติของ อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาระดับโลก

    ฤดูกาลนี้เป็นซีซั่นแรกที่ พรีเมียร์ลีก ใช้ระบบดูคลิประหว่างเกมเพื่อช่วยทำการตัดสิน แต่การทำหน้าที่ของทีมงาน วีเออาร์ ก็ตกเป็นประเด็นร้อนหลายครั้ง ซึ่งถ้านับเฉพาะช่วงไม่กี่เกมที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกมองว่าได้ประโยชน์จาก วีเออาร์ มากที่สุด อย่างเช่นเกมกับ คริสตัล พาเลซ ที่พวกเขาไม่เสียจุดโทษจากจังหวะที่ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ปะทะกับ วิลฟรีด ซาฮา แต่กรรมการและทีมงาน วีเออาร์ ปล่อยผ่าน รวมถึงชอตที่ จอร์แดน อายิว ส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้ แต่กรรมการไม่ให้ประตูจากการที่เขาถูกตัดสินว่าล้ำหน้านิดหน่อย เป็นต้น

    ทั้งนี้ อีเอสพีเอ็น บอกว่าในศึก พรีเมียร์ลีก ตลอดทั้งซีซั่นนี้นั้น วีเออาร์ กลับคำตัดสินโดยที่เป็นผลดีกับ แมนฯ ยูไนเต็ด 10 ครั้ง และเป็นผลเสียกับพวกเขา 2 หนเท่านั้น ทำให้ผลต่างระหว่างการกลับคำตัดสินที่เป็นผลดีและเป็นผลเสียจาก วีเออาร์ ของ "ปีศาจแดง" อยู่ที่ +8 ส่วนอันดับ 2 ในชาร์ตนี้คือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ที่มีผลต่างอยู่ที่ +7 ขณะที่ พาเลซ ตามมาเป็นอันดับ 3 ที่จำนวน +4

    สำหรับผลต่างระหว่างการกลับคำตัดสินที่เป็นผลดีกับเป็นผลเสียของทีมใหญ่ทีมอื่นๆ นั้น ประกอบด้วย ลิเวอร์พูล อยู่ที่ +2, เลสเตอร์ ซิตี้ +1, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ +1, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ -1, อาร์เซน่อล -2 และ เชลซี -2

เชลซี-เลสเตอร์อ่วม! วิเคราะห์4ทีมพรีเมียร์ลุ้นพื้นที่ชปล.หลังแมนซิตี้พ้นโทษแบน

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดำเนินมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย และแม้จะแชมป์จะได้บทสรุปไปเป็นที่เรียบร้อย แต่การแย่งลุ้นจบอันดับท็อปโฟร์ยังขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นกับสองโควต้าสุดท้ายที่เหลือ
   
หลังจากที่ แมนฯ ซิตี้ ติดโทษแบนห้ามลงเล่นในเกมยุโรปถึง 2 ฤดูกาล หลังโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ตัดสิทธิ์ดังกล่าวโทษฐานทำความผิดอย่างรุนแรงต่อกฎควบคุมการเงิน หรือ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” ในตอนแรกนั้น ทำให้หลายทีมมีความหวังที่จะได้รับส้มหล่นคว้าโควตาไปเล่นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า หากพวกเขาจบอันดับที่ 5 ซึ่งเดิมทีเป็นโควต้าลุยยูโรปาลีก

    อย่างไรก็ตามเมื่อมีผลคำตัดสินออกมาแล้วจะทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นปกติ และเวลานี้ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ และ แมนฯ ซิตี้ รองจ่าฝูง คว้าสองโควต้าลุยชปล.ไปเป็นที่เรียบร้อย และจะเหลืออีกสองโควต้าคืออันดับ 3 และ อันดับ 4 ที่กำลังขับเคี่ยวลุ้นแย่งกันอย่างสนุกทั้ง เชลซี, เลสเตอร์ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และ วูล์ฟสแฮมป์ตัน ตามลำดับ ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากนี้ไปจะต้องเน้นกันเต็มที่สุดๆ และใครที่มีโอกาสคว้าตั๋วสองใบสุดท้ายมากที่สุดไปดูบทวิเคราะห์กันเลย  

– เชลซี (อันดับ 3, แข่ง 35 เกม, 60 แต้ม)
     ความหวังของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่จะพา เชลซี คว้าตั๋วไปลุยถ้วย "บิ๊กเอียร์" ของยุโรปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของเจ้าตัวในการเข้ามาคุมทีมเป็นปีแรกด้วยขุมกำลังที่จำกัด หลังถูกแบนห้ามลงทะเบียนนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องใช้ผู้เล่นดาวรุ่งที่มีอยู่เป็นแกนหลักแทน

    กระนั้นก็ดีผลงานของทัพ "สิงห์บลูส์" ทำได้ดีเกินคาดจนเวลานี้พวกเขาขึ้นมารั้งที่ 3 ของตาราง และเกมคืนนี้พวกเขาก็จำเป็นที่ต้องเก็บชัยเหนือ นอริช ที่กระเด็นตกชั้นไปแล้วให้ได้ เพราะจะทำแต้มฉีกหนี เลสเตอร์ ซิตี้ และ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มี 59 แต้มเท่ากัน เป็น 4 คะแนน ซึ่งถือเป็นงานง่ายที่สุดใน 3 เกมสุดท้ายที่เหลือ

    หลังจากนั้นอีกสองเกมสุดท้ายทัพ "สิงห์บลูส์" ต้องเจองานสุดหินเมื่อต้องบุกเยือน ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ซึ่งแม้ว่า "หงส์แดง" จะการันตีแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าลืมว่านี่คือเกมสุดท้ายที่จะได้เล่นในถิ่นแอนฟิลด์ และที่สำคัญจะได้ชูถ้วยแชมป์ในเกมนี้ จึงทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะจัดชุดใหญ่ลงเล่นกันครบครันเพื่อจะได้ฉลองชัยชนะอย่างสวยงาม เท่านั้นไม่พอเกมสุดท้าย เชลซี ต้องเปิดบ้านพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตมีลุ้นเบียดแย่งโควต้าชปล.อยู่ด้วย หลังตอนนี้รั้งอันดับ 6 ของตาราง

โปรแกรมหนักที่เหลือ : ลิเวอร์พูล (เยือน), วูล์ฟแฮมป์ตัน (เหย้า)

– เลสเตอร์ ซิตี้ (อันดับ 4, แข่ง 35 เกม, 59 แต้ม)    
    ขุนพล "จิ้งจอก" ผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีก กลับมารีสตาร์ตอีกครั้งพวกเขาเก็บชัยได้เพียงนัดเดียวเท่านั้นจาก 6 เกมหลังสุด และร่วงลงมารั้งที่ 4 ของตารางเรียบร้อยและมีแต้มเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด อันดับ 5 ที่ 59 แต้ม โดยเกมล่าสุดพลาดท่าบุกแพ้ บอร์นมัธ ถึง 1-4 ทำให้ตอนนี้ความมั่นใจของพวกเขาดูย่ำแย่ลงไปอีก

    สำหรับเกมที่เหลือต่อจากนี้ต้องเรียกได้ว่าหนักเอาการเลยทีเดียวเริ่มตั้งแต่เจอ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ที่กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจสุดๆด้วยการเก็บชัยมา 2 นัดรวดด้วยการเอาชนะ วูล์ฟสแฮมป์ตัน และ เชลซี มีลุ้นคว้าตั๋วไปลุยยูโรปาลีกแบบเต็มตัว ซึ่งจะเป็นงานหนักของ เลสเตอร์ อย่างแน่นอน ส่วนเกมต่อมาทีมของ เบรนแดน รอดเจอร์ส มีคิวบุกเยือน สเปอร์ส ทีมอันดับ 8 ของตาราง และปิดท้ายด้วยเปิดบ้านพบ แมนฯ ยูไนเต็ด 

    หากดูจากโปรแกรมที่เหลือของ เลสเตอร์ แล้วต้องบอกว่าลำบากเหลือเกินกับฟอร์มการเล่นในตอนนี้ และมีโอกาสสูงที่อาจจะต้องหล่นมาอยู่ในพื้นที่ยูโรปาลีกหรือเลวร้ายที่สุดคือหลุดพื้นที่ลุยฟุตบอลยุโรปเลยไปเลยหากยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้
   
โปรแกรมหนักที่เหลือ : เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (เหย้า), สเปอร์ส (เยือน), แมนฯ ยูไนเต็ด (เหย้า)

– แมนฯ ยูไนเต็ด (อันดับ 5, แข่ง 35 เกม, 59 แต้ม)
        การที่ลีกต้องหยุดชะงักไปราว 3 เดือนจากไวรัสโควิด-19 แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่น่าจะรู้สึกผิดหวังมากที่สุดแล้ว เพราะว่าพวกเขากำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมไร้พ่ายมา 5 เกมหลังสุดในลีก แบ่งเป็นชนะ 3 เกม รวมไปถึงฟอร์มของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่กำลังเข้าฝักทำไปแล้ว 2 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 5 เกม

    กระนั้นก็ดีผลงานของ "ปีศาจแดง" ก็ยังรักษาฟอร์มเก่งได้ต่อเนื่องด้วยการเก็บชัยมา 4 เกมรวด ก่อนจะมาสะดุดเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 ในเกมล่าสุดแบบน่าเจ็บใจ พลาดโอกาสทองในการแซง เชลซี ขึ้นมายึดที่ 3 ซึ่งน่าจะทำให้ "ปีศาจแดง" โอกาสสดใสพอสมควรในการจบท็อปโฟร์ เนื่องจากเกมที่เหลือต่อจากนี้ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องเรียกว่าเจองานเบากว่าใครเพื่อนในบรรดาทีมลุ้นพื้นที่ยุโรปแล้ว

     โปรแกรมนัดต่อไป แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีคิวบุกเยือน คริสตัล พาเลซ ทีมอันดับ 14 ที่แพ้มา 5 นัดรวดและอยู่รอดปลอดภัยแน่นอนแล้ว ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาดเกมนี้พวกเขาน่าจะผ่านไปได้ไม่ยาก ก่อนมีคิวเปิดบ้านพบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 16 ที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น และปิดท้ายด้วยการบุกเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งน่าจะเป็นเกมหนักที่สุดแล้ว
       
โปรแกรมหนักที่เหลือ : เลสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)    

– วูล์ฟแฮมป์ตัน (อันดับ 6, แข่ง 35 เกม 55 แต้ม)
       ทีมของกุนซือ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตสำคัญที่มีลุ้นสอดแทรกมาคว้าตั๋วลุยชปล.ซีซั่นหน้า หลังจากฤดูกาลนี้พวกเขาได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกได้สำเร็จ

    แม้ทีม "หมาป่า" จะมีโปรแกรมหนักเพิ่มขึ้นจากการต้องลุยฟุตบอลยุโรป แต่ผลงานในลีกของพวกเขานั้นก็ไม่ได้ดร็อปลงไปแถมเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่มาแล้วหลายทีมในซีซั่นนี้ ทั้ง แมนฯ ซิตี้ 2 นัด และ สเปอร์ส ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่สร้างความกังวลให้กับทีมเหล่านี้ได้พอสมควร

    เมื่อดูจากโปรแกรมที่เหลือของ วูล์ฟส์ นั้นต้องบอกว่าพวกเขายังพอมีลุ้นในการขึ้นไปจบท็อปโฟร์ โดยเกมต่อไปมีคิวบุกเยือน เบิร์นลีย์ ทีมอันดับ 10 ของตาราง ที่ฟอร์มยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครมา 5 นัดรวด มีลุ้นคว้าตั๋วลุยยูโรปาลีกเช่นกัน ก่อนจะเปิดรังพบ คริสตัล พาเลซ และปิดท้ายด้วยการเยือน เชลซี แต่ถึงกระนั้นหากสุดท้ายแล้วพวกเขาต้องไม่สามารถจบท็อปโฟร์ได้ก็ต้องลุ้นคว้าแชมป์ยูโรปาในฤดูกาลนี้เพื่อจะได้สิทธิ์ไปลุยถ้วยบิ๊กเอียร์ในซีซั่นหน้าแทน 

อดีตซีอีโอ แมนยู เผย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โทรหาอยากได้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

       อดีตซีอีโอ แมนยู ปีเตอร์ เคนยอน เผยเรื่องราวเมื่อครั้งที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สายตรงมาหาเพื่อขอให้ซื้อตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาร่วมทีมให้ได้ หลังประใจในฝีเท้าอย่างมาก จากการรายงานของ Mirror สื่อชื่อดังต่างประเทศ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563

        ย้อนกลับไปเมื่อปี 2003 แมนยู ของตำนานกุนซือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้สร้างความประหลาดใจให้แฟนบอล เมื่อพวกเขายอมทุ่มเงินจำนวน 12 ล้านปอนด์ เพื่อแลกกับแข้งชาวโปรตุเกสที่ชื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นเงินจำนวนที่มากสำหรับดาวรุ่งคนหนึ่ง

        แต่เมื่อเวลาผ่านไป ป๋าเฟอร์กี้ ก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าสายตาของเขาฉียบคมแค่ไหน เมื่อ โรนัลโด้ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะซูเปอร์สตาร์ของโลก พร้อมกับประสบความสำเร็จอย่างมากกมายอีกด้วย ซึ่ง ปีเตอร์ เคนยอน อดีตซีอีโอ แมนยู ได้ออกมาเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ กุนซือชาวสก็อตโทรมาบอกให้ซื้อตัวปีกแดนฝอยทองมาร่วมทีมให้ได้

        "ผมได้รับโทรศัพท์จากเขา (เฟอร์กูสัน) ในช่วงพักครึ่ง เขาบอกกับผมว่า แทนที่เราจะทิ้งเขาไว้ที่นี่ เราพาเขากลับบ้านด้วยได้ไหม และในวันรุ่งขึ้นทีมเราต้องเดินทางกลับ แต่ผมต้องอยู่ที่นั่นต่อ เพื่อจัดการเรื่องนี้ให้กับเขา" ปีเตอร์ เคนยอน กล่าว

        ทั้งนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประทับใจในฝีเท้าของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากเกมอุ่นเครื่องในช่วงปรี-ซีซั่นตามโปรแกรมบอลที่พวกเขาต้องลงเล่นกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในปี 2003

พลาดขึ้นที่ 3 ! เจาะ 5 ประเด็น แมนยู เปิดรังโดนเซาธ์แฮมป์ตันบุกตีเสมอ

   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสทองที่จะขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ในตารางลีก หลังโดน เซาธ์แฮมป์ตัน ซัดประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งผลให้ทีมทำได้เพียงเปิดรังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ "นักบุญ" 2-2 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา
    ในแมตช์นี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังคงใช้ 11 ตัวจริงหน้าเดิมๆ ซึ่งเป็นเกมที่ 5 ติดต่อกันในลีก และดูเหมือนว่ามันจะเริ่มส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจน เนื่องจากสภาพร่างกายของนักเตะมีอาการอ่อนล้า โดยเฉพาะ เมสัน กรีนวู้ด ที่เล่นไม่ออกเลย ขณะที่ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงประสานงานกันได้ดี แต่ก็ไม่สุดยอดเหมือนหลายๆ แมตช์ก่อนหน้านี้

    ผลเสมอในแมตช์นี้ทำให้ "ผีแดง" ยังคงรั้งอันดับ 5 ต่อไป และในอีก 3 แมตช์ที่เหลืออยู่ทีมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียกฟอร์มเก่งกลับมา เพราะในเกมสุดท้ายพวกเขาต้องบุกเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ และอาจจะเป็นแมตช์ตัดสินโควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เป็นได้

1. ภารกิจคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก ยังต้องลุ้นต่อไป 
    "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รอดจากการโทษแบนในเกมฟุตบอลถ้วยยุโรป นั่นหมายความว่า "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจบอันดับท็อปโฟร์ ให้ได้เพื่อโอกาสที่จะกลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

    ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา มีโอกาสที่จะขยับอันดับขึ้นไปอยู่ที่ 3 หากพวกเขาสามารถเอาชนะ "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน ได้ และในแมตช์นี้ทัพ "เร้ด เดวิลส์" เกือบจะทำเสร็จเมื่อพวกเขามีสกอร์นำทีมเยือน 2-1 แต่สุดท้ายมาโดนตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้เก็บได้เพียง 1 แต้ม ส่งผลให้อันดับยังคงอยู่ที่ 5 เหมือนเดิม


 

    อย่างไรก็ตามผลการแข่งขันในแมตช์นี้ ยังทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" รู้สึกยิ้มได้บ้าง แม้จะเป็นการยิ้มแบบเจื่อนๆ ก็ตาม เพราะทีมรักษาสถิติไม่แพ้ใครยาวนานถึง 18 เกมติดต่อกันจากการเล่นทุกรายการ และสะกดคำว่า "แพ้" ไม่เป็นในเกมพรีเมียร์ลีก 11 แมตช์ติดต่อกัน

    แม้ว่าในเกมนี้จะเก็บได้ 1 คะแนนต่อหน้าต่อตา เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่ทีมยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีเพราะมีแต้มเท่ากับ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 4 เพียงแค่เป็นรองประตูได้เสียเท่านั้น ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่การลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก อาจจะต้องตัดสินกันในนัดสุดท้าย ซึ่งทั้งสองทีมต้องปะทะกันเองซะด้วย 
   
2. มาร์กซิยาล ทำผลงานได้น่าประทับใจ
    ในช่วงต้นเกม อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล อาจจะโดนก่นด่าระงมจากการพลาดจังหวะยิงประตูขึ้นนำ ทั้งๆ ที่หลุดเดี่ยวแท้ๆ แต่ดันยิงไปติดมือ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่  อย่างไรก็ตาม สตาร์ลูกหนังชาวฝรั่งเศส ค่อยๆ ทำผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ และจัดการป่วนเกมรับ "เดอะ เซนต์ส" ได้ตลอด

    นอกจากนี้ มาร์กซิยาล ยังมีส่วนสำคัญในการเปิดร่องให้ทีมขึ้นนำ หลังจากที่เป็นคนแอสซิสต์ให้กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ทำประตู จากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ทักษะชั้นยอดด้วยการกระชากบอลหลบแนวรับก่อนจะตะบันยิงประตูอย่างสวยงดงดงามให้ "ผีแดง" ทำสกอร์นำ 2-1


 

    สำหรับประตูดังกล่าวทำให้ มาร์กซิยาล ซัดไปแล้ว 50 ตุงให้ต้นสังกัดในการเล่นเกมพรีเมียร์ลีก  และเป็นผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด รายที่ 10 ที่ทำประตูในลีกแตะหลัก 50 ลูก ต่อจาก เวย์น รูนี่ย์ (183), ไรอัน กิ๊กส์ (114), พอล สโคลส์ (107), รุด ฟาน นิสเตลรอย (98), แอนดี้ โคล (93), โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (91), คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (84), เอริก คันโตน่า (64) และ เดวิด เบ็คแฮม (62)

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ มาร์กซิยาล ยังถือเป็นนักเตะเลือดเฟร้นช์คนที่ 7 ที่ทำประตูในศึก พรีเมียร์ลีก อย่างน้อย 50 ลูก ต่อจาก เธียร์รี่ อองรี (175), นิโกล่าส์ อเนลก้า (125), หลุยส์ ซาฮา (85), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (83), เอริก คันโตน่า (70) และ โรแบร์ ปิแรส (62)

3. แรชฟอร์ด เล่นดีแต่ติดแค่ไม่เฉียบคม
    มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงใช้ความเร็วสร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรับของ เซาธ์แฮมป์ตัน ตลอดทั้งเกม แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลงานของเขามีรอยตำหนิ มาจากการใช้โอกาสเปลือง เพราะหากในแมตช์นี้ "หนูแรช" ใส่ความคมเข้าไปด้วย สกอร์คงไม่ได้จบที่ 2-2 แน่นอน

    หัวหอกเลือดผู้ดีประสานงานกับ มาร์กซิยาล ได้อย่างกลมกล่อมในจังหวะที่ได้ประตูตีเสมอ เมื่อเขาได้บอลแบบถวายพานจาก ดาวเตะชาวฝรั่งเศส และเจ้าตัวก็กดไม่เหลือซาก ซึ่งหากมองจากจังหวะนี้ดูเหมือนว่า แรชฟอร์ด มีความเฉียบคมในการยิงประตูอย่างมาก

 

    หลังจากที่ทีมขึ้นนำ 2-1 พวกเขามีโอกาสที่จะบวกสกอร์เพิ่มหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะที่ แรชฟอร์ด ได้ยิงจ่อๆ หน้าประตู แต่ดันซัดไปติด  แม็คคาร์ธี่ บอลเหินข้ามคานออกไปหน้าตาเฉย ซึ่งหากจังหวะดังกล่าวเป็นประตู สถานการณ์ของทีมจะเปลี่ยนไปทันที

    อย่างไรก็ตามหากมองจากผลงานโดยรวมแล้ว แรชฟอร์ด ยังถือว่ามีประโยชน์กับทีมอย่างมากในเกมนี้ โดยเฉพาะการประสานงานกับ มาร์กซิยาล ที่สามารถจัดการเกมรับทีมเยือนได้พอสมควร แต่อย่างที่บอกหากเขาเฉียบคมมากกว่านี้ ผลงานของเจ้าตัวจะสมบูรณ์แบบที่สุด

4. รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ส่งผลต่อทีม
    โซลชา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับไปทำการบ้านข้อใหญ่ 1 ข้อนั่นก็คือการเล่นให้มีความละเอียดในทุกๆ จังหวะ เพราะแมตช์นี้สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือการขาดสมาธิและความประมาทในการเล่นทั้งในจังหวะเสียประตูแรก และจังหวะโดนตีเสมอช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

    หากมองจังหวะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสียประตูแรก ต้องบอกว่าเป็นความผิดพลาดของ ปอล ป็อกบา เต็มๆ ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์จะไม่เล่นแบบติดประมาทอย่างนั้นบริเวณแถวหน้าประตูทีมตัวเอง และสุดท้ายผลของการกระทำก็นำไปสู่การเสียประตูแบบไม่น่าเสีย

 


 

    ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะ ป็อกบา ยังเล่นประมาททำให้โดนฉกบอลจากแดนกลาง แต่เดชะบุญที่แนวรุกของ "เดอะ เซนต์ส" ไม่เฉียบคมทำให้พวกเขาทิ้งโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย แต่หลังจากนั้น มิดฟิลด์แชมป์โลก ก็ค่อยๆ พัฒนาเกมดีขึ้น และมีส่วนช่วยให้ทีมได้ประตูตีเสมอ และเกือบยิงประตูได้จากการประสานงานกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส

    ในส่วนของจังหวะที่โดนตีเสมอช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ต้องบอกว่าแนวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะเสียสมาธิไปบ้าง โดยเฉพาะ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ตามประกบ ไมเคิล โอบาเฟมี่ ไม่ดีส่งผลให้โดนทีมต้องทำแต้มหลุดมีอไปสองคะแนนอย่างน่าเสียดาย

    ฉะนั้นสิ่งที่ โซลชา จำเป็นต้องติวเข้มลูกทีมก็คือการเล่นที่มีความแน่นอน ไม่เน้นประมาท และพยายามมีสมาธิกับเกมจนกระทั่งได้ยินเสียงนกหวีดยาวจากปากท่านเปา

5. โรเตชั่นจำเป็นต้องนำมาใช้-ขุมกำลังสำรองต้องพัฒนา
    ต้องยอมรับว่า โซลชา จำเป็นต้องคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่ในเกมพบ เซาธ์แฮมป์ตัน "น้าลูกอม" ใช้นักเตะตัวจริงชุดเดิมลงสนาม 5 เกมติดต่อกัน ซึ่งผลงานในครึ่งหลังแสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแก่สายตาแล้วว่าทัพ "ผีแดง" มีอาการล้าจนเล่นไม่ออก

    สามประสานที่ว่าโหดๆ ซึ่งโชว์ฟอร์มสุดฮอตช่วยทีมยิงประตูชนะคู่ต่อสู้ด้วยระยะห่าง 3 ประตู มา 4 เกมติดต่อกัน แต่ในแมตช์นี้ มาร์กซิยาล กับ แรชฟอร์ด ทำผลงานได้หวือหวาสุดในครึ่งแรก ขณะที่ เมสัน กรีนวู้ด แทบไม่มีส่วนร่วมในเกมมากนัก แต่ในครึ่งหลังทั้ง 3 แนวรุกแทบไม่สามารถประสานงานกันได้เลย

 

    ขณะเดียวกันการที่ โซลชา ต้องการรักษาสกอร์นำ 2-1 ด้วยการเปลี่ยนผู้เล่นที่มีอาการล้าเพื่อเติมความสดเข้าไป แต่กลับได้ผลลัพธ์น่าผิดหวัง โดยการถอดป็อกบา ออก และส่ง เฟร็ด ลงมาแทน ผลก็คือทีมมีปัญหาในการลำเลียงบอลขึ้นไปในแนวรุก ส่วนการส่ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ลงมาแทน แฟร์นันด์ส ก็ไม่ได้ช่วยอะไรทีมเลย

    ฉะนั้นในเวลานี้จุดด้อยที่เห็นอย่างชัดเจนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือขุมกำลังสำรองที่จำเป็นต้องนำมาใช้งานหากมีเกมลงเล่นแบบถี่ยิบอย่างนี้ แต่ดูเหมือนว่าภายในซุ้มม้านั่งสำรองของ "ผีแดง" จะมีเพียงแค่นักเตะระดับเกรด B และ B+ เท่านั้น ซึ่งในระยะยาวถือว่าไม่เป็นผลดีต่อทีมแน่นอน

    ด้วยเหตุนี้ "น้าลูกอม" และบอร์ดบริหารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มคิดเกี่ยวกับการเสริมทัพ โดยเฉพาะผู้เล่นเป้าหมายที่พวกเขาเล็งเอาไว้ทั้ง เจดอน ซานโซ่, แจ็ค กรีลิช, รูเบน นาวาส และ คาลิดู คูลิบาลี่ จะต้องกระชากตัวมาเสริมแกร่งให้ได้ หากอยากลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2020/2021

ศาลตัดสินแล้ว! คดีโรนัลดินโญ่ ยังต้องเศร้าต่อไป

โกลโบ้ สื่อของบราซิล ระบุ ศาลอุทธรณ์ในประเทศปารากวัยปัดคำร้องของ โรนัลดินโญ่ ที่ขอให้ปล่อยเขากับพี่ชายพ้นจากการโดนควบคุมตัว ทำให้ทั้งคู่ต้องโดนคุมเข้มจนถึงช่วงเดือนกันยายนนี้

    โรนัลดินโญ่ ตำนานดาวเตะชาวบราซิเลียน ไม่ประสบความสำเร็จในการอุทธรณ์บทลงโทษการถูกกักตัวจากคดีการใช้พาสปอร์ตปลอมเดินทางเข้าประเทศปารากวัย ตามรายงานของ โกลโบ้ สื่อชื่อดังของแดนแซมบ้า

    อดีตดาวเตะคนดังตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จากการที่ตำรวจปารากวัยเข้าจับกุมเขากับ โรแบร์โต้ เดอ อาสซิส พี่ชายแสนรักถึงที่พัก หลังจากทั้งคู่ใช้พาสปอร์ตปลอมที่บอกว่าพวกเขามีสัญชาติปารากวัย ทั้งที่ทั้งคู่ไม่ได้ถือสัญชาติดังกล่าวเลย

    ทั้งนี้ โรนัลดินโญ่ กับพี่ชายไปอยู่ที่ปารากวัยเพื่อร่วมงานอีเวนต์ และพวกเขาก็อ้างว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับความผิดในเรื่องนี้เลย โดยที่ได้สัญชาติปารากวัยก็นึกว่าเป็นเพราะมีการประสานงานกับทางการให้พวกเขาได้สัญชาตินั้นเป็นกรณีพิเศษแล้วเท่านั้น ซึ่งที่จริงตอนแรกทั้งคู่ถูกส่งไปคุมขังในคุกด้วย ก่อนที่ศาลจะผ่อนปรนให้พวกเขาถูกกักตัวที่โรงแรมระดับ 4 ดาวแทน โดยที่มีเจ้าหน้าที่คอยคุมเข้มไม่ให้หนีด้วย

    กระทั่งล่าสุด โกลโบ้ ตีข่าวว่า โรนัลดินโญ่ กับพี่ชายของเขาได้ยื่นคำร้องกับศาลอุทธรณ์ของปารากวัยในเชิงที่ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการคุมตัวพวกเขา แต่ศาลก็ปัดคำร้องดังกล่าวไป โดยเชื่อกันว่าศาลจะมีคำตัดสินในช่วงเดือนกันยายนนี้ ทำให้ โรนัลดินโญ่ ต้องถูกคุมตัวจนกว่าจะถึงตอนนั้น